Reviews

รักคือ...

posted on 19 Nov 2009 07:05 by fufu-best in Reviews

 

    คืนที่ผ่านมานอนหลับอยู่ชั่วโมงกว่าๆ ก่อนจะตื่นขึ้นมา แล้วนอนไม่หลับอีกเลย สุดท้ายจึงต้องจำใจถ่างตาดูนู่นดูนี่ถึงเช้า จึงได้เห็นอองรีเอามือพักบอลก่อนจะปาดให้กัลลาสยิงดับไอร์แลนด์ไปแบบค้านสายตาคนดู

    เมื่อคืนพูดถึงละครที่ดูมาไปแล้วเรื่องหนึ่ง เลยจะขอเล่าถึงอีกเรื่อง คราวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ "ความรัก"

 

    "The Gallery" เป็นเรื่องของคู่รักคู่หนึ่ง ฝ่ายชายชื่อ เมษ เป็นศิลปินติสแตก ชอบวาดรูปแนว "นามธรรม" และชอบพูดจาฟังยากๆ มีความใฝ่ฝันอยากเป็นจิตรกรระดับโลก วันๆจึงเก็บตัวอยู่ในบ้านเอาแต่วาดรูป

    ในขณะที่ฝ่ายหญิงชื่อ บิว เป็นสาวมั่น เอาแต่ใจ และมีความเป็น "อาร์ทตัวแม่" ตามที่โน้ส อุดมเคยนิยามไว้แบบครบถ้วนทุกกระบวนความ

    โดยมีตัวละครที่มาเกี่ยวข้องอีกสองราย คือ "มีน" แฟนเก่าของเมษ ที่แม้จะเลิกราแต่ยังเต็มไปด้วยความห่วงใยและเข้าใจกันราวกับเพื่อนสนิท และอีกคนคือเพื่อนสาวประเภทสองของบิว (จำชื่อไม่ได้)

 

    เรื่องเริ่มขึ้นหลังจากมีน แฟนเก่าของเมษที่กำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอก แวะมาดูรูปวาดชิ้นใหม่ ที่เมษจะมอบเป็นของขวัญให้กับบิว แต่ก่อนจะกลับมีนไม่รู้ตัวว่าลืมมือถือทิ้งไว้

    หลังจากนั้นบิว แฟนสาวของเมษก็กลับมา โดยจะเห็นว่าเธอพูดจาไม่ดีใส่เมษตลอดเวลา เนื่องจากทั้งสองเพิ่งจะทะเลาะกันเมื่อห้าวันก่อน และยังไม่สามารถปรับความเข้าใจ เพื่อคืนดีกันได้

    ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้เอง บิวได้นำเพื่อนสาว(ประเภทสอง)ของตนมาเล่นละครเป็นชายหนุ่มมีสไตล์ ที่กำลังพยายามทำท่าจีบตน หวังให้เมษหึง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ตนไม่ชอบ เช่น ซกมก และเพ้อฝันอยู่แต่กับการวาดรูป

    ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กับเป็นความสัมพันธ์ที่เลวร้ายลง เมษไม่พอใจที่บิวเอาผู้ชายที่กำลังจีบ มาจีบกันอย่างออกนอกหน้าในห้อง ยิ่งไปกว่านั้นมีนที่เพิ่งนึกได้ว่าลืมมือถือ ก็กลับมาเอามือถือ ทั้งที่สถานการณ์ในห้องกำลังคุกรุ่น

 

    สุดท้าย หลังจากเพื่อนของทั้งคู่ถูกไล่กลับไป ในห้องนั้นเหลือเพียงคู่รักที่กำลังระหองระแหงเพียงสองคนที่ยังคงไม่เข้าใจกัน

    ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ จนกระทั่งเมษพูดมาว่าจะย้ายออกไปพรุ่งนี้ บิวจึงเริ่มบลัฟกลับด้วยการจะไปคืนนี้ แต่เมษยังคงไม่ยอมแล้วบอกจะไปตอนนี้

    ละครเรื่องนี้จบลงที่สุดท้าย เมษก็ตะโกนขึ้นมาเองว่า "ผมไปจากคุณไม่ได้" และฝ่ายนางเอกก็ตะโกนกลับไปว่า "งั้นก็อย่าไปไหนสิ" ก่อนจะโผเข้ากอดกันอย่างอบอุ่นอีกครั้ง

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

 

 

    อันที่จริงแล้ว ละครเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ไปกว่าหนังรักเรื่องอื่นๆที่เราอาจเคยผ่านตากันมาบ้างแล้ว ดำเนินเรื่องตามสูตรแถมทุกระเบียดนิ้ว จากไม่เข้าใจกัน ดำเนินไปจนถึงเกือบถึงจุดที่แตกหัก และกลับมาปรับความเข้าใจกันได้ในที่สุด

     ทว่าสิ่งที่ทำให้ผมประทับใจละครเรื่องนี้ คือการนำเรื่องของ"ภาพวาด" มาเปรียบกับ"การแสดงความรัก"

 

    "พระเอก" ของเรื่อง เป็นศิลปิน และยิ่งเป็นศิลปินที่วาดรูปแนว "นามธรรม" หรือทีเรียกกันว่า Abstract ทำให้เขาชอบที่จะถ่ายทอดความรู้สึกต่างๆผ่านภาพวาด และเป็นภาพวาดที่ต้องใช้การตีความ ซึ่งหลายครั้งมันก็ซับซ้อนและยากเกินกว่าที่ผู้อื่น นอกจากคนวาดที่จะเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง

    ยิ่งกับ "นางเอก" ที่เป็นผู้หญิงเอาแต่ใจ และต้องการความห่วงใย เอาใจใส่อย่างเป็น "รูปธรรม" จึงแทบไม่มีทางเลยที่เธอจะเข้าใจสารที่พระเอกต้องการมอบให้

     แม้กระทั่งกับ "รูปล่าสุด" ที่พระเอกวาดให้ แม้จะเป็นรูป portrait หรือ "รูปเหมือน" ของนางเอก ที่แทบไม่ต้องตีความอะไร ก็ยังไม่อาจถ่ายทอดสารทั้งหลายที่พระเอกของเราพยายามบอกได้

     เธอโยนรูปที่พระเอกมอบให้ และเลือกที่จะขอให้พระเอก "พูด" เพื่อง้องอนตลอดห้าวันที่ผ่านมา ดีกว่าให้เขาใช้เวลาห้าวันนั้น เพื่อทุ่มเทชีวิตและจิตใจให้กับ"รูปวาด"รูปหนึ่ง เพื่อแสดงความขอโทษ

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

 

        

    บทสรุปของเรื่อง ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่า เมื่อทั้งคู่ "ถอด" เปลือกอันซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นรูปวาดแนวนามธรรม หรือการกระทำประชดประชัน ที่ฉาบเคลือบข้อความที่แท้จริงเอาไว้ ออกไปให้หมด

     แล้ว "พูด" ในสิ่งที่อยากจะบอกออกไปตรงๆ  เมฆหมอกแห่งความไม่เข้าใจที่ปกคลุมความสัมพันธ์ของทั้งสองคน กลับสลายลงไปอย่างง่ายดาย

 

    ฤาบางทีความรัก อาจไม่ใช่สิ่งที่มีความหมายซับซ้อนอะไรอย่างที่ใครเข้าใจ

    แต่ก็แค่ความรู้สึกที่อยากพูดอะไรออกไป

    อย่างจริงใจ... กับใครสักคน

 

ราตรีสวัสดิ์วัยเยาว์

posted on 19 Nov 2009 01:36 by fufu-best in Reviews

 

 

     "คุณยังจำได้ใช่ไหมว่าวันที่โลกของวัยเด็กจากคุณไป คือวันไหน และมันเกิดขึ้นเพราะอะไร?"

 

    วันนี้ไปดูละครโรงเล็กที่คณะ(นิเทศจุฬา)มาอีกแล้ว เป็นวันที่สามจากทั้งหมดห้าวันของสัปดาห์ละครปีนี้

     ได้ดูแค่สอง(จากสาม)เรื่องเพราะต้องเรียนจนถึงทุ่มนึง เลยอดดูละครที่น่าจะติดโผสุดยอดละครโรงเล็กในตำนานของคณะไปแล้วอย่าง "หมูป่าบ้าพลัง" ในเรื่องของความเพี้ยนได้ใจ

     แต่อีกสองเรื่องที่ได้ดูก็ทำออกมาได้ดี และน่าสนใจทีเดียว แต่วันนี้จะขอพูดถึงเรื่องแรกคือ "Goodnight" ก่อน

 

    Good Night เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีเพื่อนเป็นตุ๊กตาสามตัว คือหมี หมา และบาร์บี้

    ทุกคืนเธอจะฝันว่าได้เล่นกับพวกตุ๊กตาเหล่านี้อย่างสนุกสนาน และเมื่อใดที่ท้อแท้หรือมีปัญหา คำปรึกษาก็จะหลั่งไหลมาจาก "พี่หมี" ที่เปรียบได้กับพี่สาวที่แสนดีของเธอ

    จนกระทั่งเธอมีความรักกับหนุ่มคนหนึ่ง หลังจากนั้นโลกของความฝันของเธอเริ่มค่อยๆจืดจางไป

    ในฝันของเธอถูกแทนที่ด้วยชายหนุ่มคนนั้น แม้เหล่าตุ๊กตา โดยเฉพาะ "บาร์บี้" ที่เคยประสบชะตากรรมโดนเจ้าของทอดทิ้งมาก่อน จะคอยเตือนเธอ แม้จะเป็นไปในทางที่มองโลกในแง่ร้ายแบบสุดโต่ง แต่ก็ล้วนเป็นความจริง

 

    วันหนึ่ง เมื่อชายหนุ่มคนนั้นแสดงท่าทีรังเกียจโลกของความฝันของเธอ อยากให้เธออยู่ในโลกของควมจริง เด็กผู้หญิงคนนั้นตัดสินใจละทิ้งโลกของความฝัน หวังจะไปมีความสุขในโลกแห่งความจริง

     ทว่าหลังจากนั้นเรื่องราวก็เป็นไปตามสูตรสำเร็จของชีวิต

     ผู้ชายคนนั้น "เบื่อ" และทอดทิ้งเธอไป เธอเจ็บปวด และร้ำร้องหาโลกแห่งฝันอีกครั้ง แต่โลกของตุ๊กตา และความฝันอันแสนหวานเหล่านั้น ไม่เคยหวนกลับมา....

 

    ละครเรื่องนี้ เสนอถึงแนวคิดที่ฝรั่งเรียกว่า " Coming Of Age" หรือเรื่องราวเกี่ยวกับ "การก้าวพ้นผ่านวัยเด็ก" เพื่อไปสู่โลกของ "ผู้ใหญ่" ผ่านการดำเนินเรื่องที่ตัวเอกจะพบอุปสรรคบางอย่าง และเติบโตขึ้น แต่นั่นก็ต้องแลกกับความสุญเสียวัยเด็กไป

    ซึ่งถือเป็นเนื้อหาที่ ฮอลลีวู้ดมักชอบเอามาทำหนัง และ genre ของหนังที่ผมชอบมาก แม้รูปแบบของการดำเนินเรื่องจะเป็นไปตามสูตรสำเร็จ และนักแสดงยังเล่นได้ขัดเขินไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วถือว่าทำออกมาได้ดีพอสมควร

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

 

    เมื่อพูดถึงเรื่องราวแนวข้ามพ้นผ่านวัย ก็จำเป็นต้องพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง Stand by me (1986) ซึ่งถือเป็น masterpiece ของหนังแนว Coming of Age ชิ้นหนึ่งในฮอลลีวู้ด

     ที่กล่าวถึงเรื่องราวของเด็กผู้ชายที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันสี่คน ออกเดินทางไปตามหาศพของเด็กผู้หญิงที่ถูกรถไฟทับตาย โดยหารู้ไม่เลยว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของวัยเด็ก และหลังจากนั้นโลกของพวกเขาจะไม่มีวันหวนกลับมาเหมือนเดิมอีกเลย

 

    นอกจากเนื้อหาที่สามารถเล่าเรื่องของการสูญเสียโลกของวัยเด็กได้อย่างหมดจดแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีประโยคที่สามารถสรุปเรื่องราวแนว coming of Age ได้โดดเด่นกว่าทุกประโยคที่โลกภาพยนตร์เคยมี

    นั่นคือประโยคที่พระเอกพุดไว้ในตอนท้ายเรื่องว่า

    "I never had any friends later on like the ones I had when I was twelve. Jesus, does anyone?"

    แปลเป็นไทยได้ว่า "ผมไม่เคยมีเพื่อนเหมือนเมื่อครั้งที่ผมมีตอนอายุสิบสองอีกเลย โอ้พระเจ้า.... ใครบ้างละจะมี"

 

    นั่นสิ... ใครบ้างละจะมี

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-= 

 

    สุดท้ายอยากจะย้อนกลับไปที่คำถามแรกสุดที่ผมถามไว้ตอนต้นเรื่อง

    "คุณยังจำได้ใช่ไหมว่าวันที่โลกของวัยเด็กจากคุณไป คือวันไหน และมันเกิดขึ้นเพราะอะไร?"

     หากคำตอบของคุณคือ "ไม่ใช่" อยากให้คุณลองย้อนกลับไปนึกดีๆอีกครั้ง เพราะมันคุ้มค่าที่จะหวนระลึกถึง แม้มันจะเป็นเพียงอดีตที่กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

 

    แต่หากคำตอบของคุณคือ"ใช่" ผมอยากขอร้องให้จดจำ และรักษามันไว้ให้ดีที่สุด เพราะจากนี้ไป ต่อให้เกิดเรื่องแบบเดิม เกิดขึ้นในที่เดิม เกิดขึ้นร่วมกับคนๆเดิม อีกสักกี่ครั้ง แต่เมื่อเกิดขึ้นใน "วันเวลาที่เปลี่ยนไป"  

     รับรองว่ามัน "ไม่มีวันเหมือนเดิม"

 

     เพราะทุกวินาทีที่ผ่านไปเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวในชีวิต

     เพื่อนผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป

     ความทรงจำเท่านั้นที่ยังตราตรึงอยู่ตลอดไป ตราบเท่าที่หัวใจเราต้องการ....