"The seed that we planted in man's mind, may change everything"

- Inception (2010) -

 

ปล. โปรดระวัง! บทความนี้สปอยทั้ง Inception และ Shutter Island (2009) แบบหมดเปลือก

   จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เคยดูทั้งสองเรื่องแล้ว และไม่เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ยังไม่เคยดูสักเรื่อง

 

        "เรายังแยกระหว่าง ‘ความจริง' กับ ‘ความฝัน' ได้จริงๆ หรือ? "

       คำถามดังกล่าวผุดขึ้นในหัวผม ตลอดระยะเวลาที่ชมภาพยนตร์เรื่อง Inception และแม้หนังจะจบลงไปแล้ว ความคิดนั้นก็ยังฝังลึกอยู่ในหัวผม

       มันเริ่มจากความสงสัยเล็กๆ  ที่ถูกปลูกสร้างขึ้นในสมอง และเมื่อเวลาผ่านไป ก็ยิ่งค่อยๆ แตกแขนงกลายเป็นคำถามต่างๆ ตามมานับไม่ถ้วน

       อาจจะจริงดังประโยคที่ตัวเอกของภาพยนตร์เรื่องนี้พูดไว้ว่า "เมล็ดทางความคิดที่บ่มเพาะขึ้นในใจมนุษย์ สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้"

       และตอนนี้ความคิดดังกล่าวค่อยๆ เปลี่ยนความเชื่อทั้งหมดที่มีของผม

 

        สำหรับเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ขอกล่าวถึงให้มากความอีกต่อไป เพราะเชื่อว่าคงถูกนำไปเล่าซ้ำและตั้งประเด็นถกเถียงกันนับครั้งไม่ถ้วนในโลกอินเทอร์เน็ต (ณ ขณะนี้ และเชื่อว่าอีกนานไปอีกนับสิบๆ ปี)

        หากจะสรุปให้ง่ายที่สุด ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องของพระเอก ที่ทำอาชีพเข้าไปขโมยข้อมูลในความฝันคนอื่น แต่มาทำภารกิจปลูกสร้างความคิดในฝันแทน เพื่อแลกกับการได้กลับเข้าประเทศบ้านเกิดของตนและกลับไปหาลูกสองคนอีกครั้ง

        หากจะให้สปอยยิ่งกว่านั้น ตอนจบของเรื่องเขาได้กลับไปหาลูกทั้งสองอีกครั้ง

        แต่ไม่มีใครกล้าฟันธงว่าสิ่งที่เขาเจอคือ ‘ความจริง' หรือ ‘ความฝัน'

        ดังนั้นหากจะให้สรุปนิยามของหนังเรื่องนี้ตามความคิดของผม

        อาจกล่าวได้ว่า Inception คือ Shutter Island (2010) ผสม The Matrix (1999)

 

        ทำไมผมถึงกล่าวเช่นนั้น?

        เพราะหนังเรื่องนี้ตั้งคำถามกับความจริงและความฝัน เหมือนกับที่พระเอกใน The Matrix เคยถูกถามมาแล้วว่า แน่ใจได้อย่าไรว่าโลกที่อยู่คือความจริง

        เพราะหนังเรื่อง Shutter Island กับ Inception เล่นโดยพระเอกคนเดียวกันคือ ลีโอนาโด ดิคราปริโอ หรืออดีตหนุ่มแจ็ค ดอว์สัน แห่งเรือไททานิคที่เคยเรียกเสียงกรี๊ดจากสาวแท้สาวเทียมทั่วโลกมาแล้ว

         และเพราะภรรยา(ในหนัง)ของลีโอนาโด ‘ตาย' ทั้งสองเรื่อง

         แถมยังตายเพราะ ‘ปัญหาทางจิต' ทั้งคู่เสียด้วย

 

         ‘ภรรยา' ในเรื่อง Shutter Island ฆ่าลูกตายเพราะเป็นโรคทางจิต ก่อนจะถูกฆ่าตาย

         ‘ภรรยา' ในเรื่อง Inception ฆ่าตัวตาย เพราะคิดว่าโลกที่อยู่มัน Fake! มันเป็นแค่ความฝัน ดังนั้นต้องตายเพื่อตื่นกลับไปสู่โลกแห่งความจริง

         และทั้งสองเรื่องมีความลับที่ซ่อนอยู่ข้อหนึ่ง ที่ถูกเฉลยในตอนท้ายเรื่องเหมือนๆ กัน นั่นคือ ‘พระเอกของเรื่องเป็นสาเหตุของความตายของภรรยา'

         ในขณะที่พระเอกใน Shutter Island ฆ่าเมียกับมือตัวเองเลย หลังจากลูกตาย

         พระเอกในเรื่อง Inception ก็เป็นคนปลูกสร้างความคิดชุดสำคัญ (โลกนี้คือฝัน ต้องตายเพื่อกลับสู่ความจริง) ที่ทำให้เมียตัวเองฆ่าตัวตาย

         และสุดท้าย ทั้งคู่รับไม่ได้กับการกระทำของตน เก็บกดไว้เป็นตราบาป ซ่อนอยู่ในจิตไร้สำนึก        

 

         ทั้งหมดคือเหตุผลที่ทำให้ผมดูเรื่อง Inception ได้ไม่เต็มที่นัก เพราะนอกจากหัวสมองซีกหนึ่งจะต้องคอยรับฟังกติกาใหม่ๆ ภายในเรื่อง (เกี่ยวกับการเข้าไปในฝัน ปลุกจากฝัน และความฝันชั้นต่างๆ)

         อีกซีกหนึ่งยังประมวลผลตลอดเวลา ไปตามประเด็นทางปรัชญาต่างๆ ที่ถูกพ่นออกมาผ่านบทสนทนาภายในเรื่อง ซึ่งหลายๆ ประเด็นเป็นสิ่งที่ต่อยอดมาจากหนังเรื่อง Shutter Island ที่ยิงคำถามสุดคลาสสิคให้กับคนดูว่า  "เราควรจะตายอย่างคน หรือมีชีวิตอย่างตัวประหลาด" ภายใต้บรรยากาศของเกาะที่เราไม่สามารถเชื่อได้ทั้งนั้นว่าอะไร ‘จริง' หรืออะไร ‘หลอก' และใครกันแน่ที่ ‘ปกติ' หรือใครกันแน่ที่ ‘ไม่ปกติ'

        พอมาถึง Inception คำถามที่เป็นทางสองแพร่งถูกฉีดเข้าเส้นเลือดของผมอีกครั้ง ภายใต้บรรยากาศของหนังที่ไม่รู้ว่าอะไร ‘จริง' อะไร ‘ฝัน'

        แต่อย่างน้อย ‘ฉากสั้นๆ ที่เล่าเรื่องของพระเอกกับเมีย เมื่อครั้งที่ติดอยู่ใน limbo' (ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชอบที่สุดในการชมภาพยนตร์เรื่อง Inception) 

        เป็นช่วงเวลาที่ ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า นี่แหละคือ ‘ชีวิตจริง'

 

        หลายคนอาจเถียงในใจว่าเหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นในฝันไม่ใช่หรือ?

        ใช่ มันเกิดขึ้นในฝัน แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในนั้น คือเรื่องจริง...

        เรื่องจริงของคู่รักสักคู่ ที่ฝันอยากจะมีกันและกันตลอดไป ไม่มีใครอื่นบนโลก นอกจาก ‘เราสองคน'

        ดังนั้นมันไม่สำคัญอีกแล้วว่า โลกในขณะนั้นคือโลกแห่งความจริงหรือฝัน โดยเฉพาะกับหญิงสาว ที่เชื่อมั่นในความรัก และเคยกล่าวไว้ว่า ‘อยากให้เธอกับพระเอกอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า'

         โลกใบนั้นมันจริงเสมอสำหรับเธอ จนกระทั่งพระเอกทำลายมันลงความคิดเล็กๆ เพียงแค่ว่า "โลกนี้เป็นแค่ฝัน ต้องตายเพื่อกลับไปสู่ความจริง"

         นับตั้งแต่วินาทีนั้น ‘ความจริงแท้' เพียงอย่างเดียวในเรื่องก็พลันดับสิ้นลง

 

         เมื่อพระเอกของเรื่อง เปรียบชีวิตเหมือนกับการนั่งรถไฟ นั่นคือ 'ไม่รู้ว่ามันจะพาเราไปไหน รู้แค่ว่าจะพาเราไป'

          ฉากสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ที่มักถูกนำมาถกเถียงกันว่า จริง หรือ ฝัน จึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว 

          เพราะไม่มีอะไรที่สามารถแยกขาดกันได้อย่างสิ้นเชิงอีกต่อไปในขณะนี้

           คุณกล้าตัดสินหรือ ว่าข้อมูลไหน ‘จริง' ข้อมูลไหน ‘เท็จ' ?

          เมื่อปัจจุบันนี้ มีข้อมูลข่าวสารมากมายหมุนเวียนอยู่รอบตัวเรา ความเชื่อมากมายถูกบ่มเพาะเข้าสู่หัวสมอง หลายความคิดถูกรับไว้ หลายความคิดถูกขจัดทิ้ง และอีกหลายความคิดถูกบิดเบือน และเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับความคิดของเราเอง

 

           ดังนั้นหากจะคิดให้สบายใจ โลกใบนี้คงมีทั้งจริงและเท็จปะปนกันเช่นเดียวกับจริงและฝัน

           หลายครั้งเราสับสนจนไม่รู้ว่ากำลังยืนอยู่ในซีกไหนของโลกใบนั้น

           มันทำให้ความเชื่อและความคิดของเราถูกสั่นคลอน

           แต่สุดท้ายไม่มีอะไรสำคัญ

           เพราะความจริงก็แค่อีกฟากหนึ่งของความฝัน

           ในขณะที่ความฝันก็เป็นเพียงภาพสะท้อนจากความจริง

 

- = - = - = - = - = - = - = - = - = - = 

 

            หนังเรื่อง Inception จบลง พร้อมๆ กับกระบวนการ Inception ที่เสร็จสมบูรณ์

            เมล็ดพันธุ์ทางความคิดเม็ดเล็กๆ ถูกหย่อนลงไปในห้วงความคิดของผม

            มันตะโกนบอกว่า 'ทุกอย่างในชั่วขณะนี้ เป็นได้ทั้งจริงและเท็จ'

            ขึ้นอยู่กับว่า 'คุณอยู่ในโลกความจริงหรือโลกความฝัน'

 

            แต่ถ้าบางครั้งความเท็จมันเยอะไปในโลกแห่งความจริง

            หรือความจริงมันโหดร้ายเกินไปกว่าจะรับไหว

            ก็จงหลับใหลกลับไปสู่ความฝัน

            เพราะแม้จะเป็นเรื่องเท็จสักแค่ไหน

             มันก็ยัง ‘จริง' สำหรับเราเสมอ

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ในหนังเรื่อง Inception ผมเพิ่งจะได้ดูเมื่อคืน คงไม่สายไปใช่มั๊ยครับ ถ้าจะนิยามสักเล็กน้อย ...
ความฝันคือทุกสิ่งทุกอย่าง \"The Dream is Everything\" นี่คือตัวสรุปของหนังเรื่องนี้ แต่กว่าคนๆหนึ่งจะรู้จริงๆว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดจริงๆ สำหรับชีวิต เขาก็พาตัวเองเข้าไปติดกับดักและยุ่งเหยิงเสียจนแทบบ้าแล้ว... คนๆหนึ่งจะยอมตายเพื่อวัตถุ รถ บ้าน เงินทอง หรือลูก,ครอบครัวล่ะ? นี่เป็นคำถามสำหรับใครก็ตามที่ต้องการค้นหาคำตอบให้กับตัวเอง ...ดังนั้น! แท้จริงแล้วเราเป็นใคร? เราต้องการอะไร? เรากำลังจะไปไหน? จะไปที่นั่นได้อย่างไร? ยานพาหนะที่จะนำเราไปถึงฝั่งฝันเรามีแล้วหรือยัง? แผนที่และเข็มทิศนำทางล่ะ?...แม้เราจะมีทุกอย่างพร้อม แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าเรากำลังอยู่ตรงไหนของแผนที่ชีวิตในขณะนี้ เข็มทิศก็ไร้ความหมาย เพราะเราหลงทาง... นั่นแหละที่คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ โลกวัตถุที่ครอบงำเหล่าผู้ที่คิดว่าตนเองรู้มากทั้งหลาย หลงอยู่ในเขาวงกต ที่ไม่แม้แต่จะหาทางออกได้ ...โดยความคิดเห็นส่วนตัว หนังเรื่องนี้ได้ให้คำตอบว่า พระเอกของเรื่องได้ตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้ง แต่เป็นการเดินทางจากภายในสู่ภายนอก Begin with the end in mind  หลังจากที่เขาค้นพบตัวตน และรู้ว่าเขาต้องการอะไร รู้ว่าจริงๆแล้วอะไรคือความฝันที่แท้จริงของเขา the dream is everything แน่นอนว่า การจะบรรลุเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ที่ใหญ่พอที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตของคนๆหนึ่ง มิอาจทำได้ด้วยตัวคนเดียว นั่นจำเป็นจะต้องมีทีมที่ยอดเยี่ยม และ (ถ้าคุณเป็นผู้นำ คุณต้องมองให้ทะลุ 6 มิติ ในหนึ่งเรื่อง..มีกี่บ้าง..แต่ล่ะบ้างทำอย่างไร..แต่ล่ะบ้างทำโดยใคร..แต่ล่ะใครทำตอนไหน..และคุณสื่อสาร ส่งต่ออย่างไร...) แม้ทุกอย่างในแผนงานจะเตรียมการอย่างดี แต่ในสถานะการณ์จริงๆเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คุณสร้างเกมขึ้นมาเล่น คุณจะไม่ลงเล่นเกมแน่นอนถ้าคุณไม่รู้ว่าจะออกจากเกมนั้นได้อย่างไร....นั่นแหละชีวิตจริงๆจะสนุกมากเหมือนกับการดูหนังเรื่องนี้แหละ ถ้าคุณรู้ว่าจริงๆแล้วคุณต้องการอะไร? the dream is everything! ......ขอให้เริ่มต้นเดินทางอีกครั้งจากภายในสู่ภายนอก Begin with the end in mind.

#3 By kiat (103.7.57.18|183.88.82.1) on 2012-08-10 21:05

เซียน เบส!!!

#2 By Chosun (161.200.208.36) on 2010-08-16 12:00

เขียนดีอ่ะ big smile ทำให้เราคิดอะไรได้หลายๆ อย่าง double wink
ไว้จะแวะเข้ามาอ่านเรื่อยๆนะฮะ confused smile

#1 By Ja : ) (119.148.98.86) on 2010-07-25 04:02