The Holy Mountain (1973)

 

"Real life awaits us"- The alchemist ( Alejandro Jodorowsky)

 

                Holy Mountain (1973) เป็นภาพยนตร์ของผู้กำกับชื่อดังอย่าง Alejandro Jodorowsky ที่มีการใช้เทคนิคแบบ Surrealism ที่ชวนให้ผู้ชมต้อง อึ้ง ทึ่ง เสียวไปกับฉากอันแปลกตา ประหลาด และบางครั้งก็ชวนขยะแขยง แทบจะตลอดทั้งเรื่อง

                ทว่าทั้งหมดที่กล่าวมาคือ "เปลือกนอก" ที่เคลือบสาระสำคัญของหนังเรื่องนี้เอาไว้ ซึ่งคือการวิพากษ์วิจารณ์ และเสียดสีสถาบันและความเชื่อหลายๆ อย่างในโลกใบนี้ ทั้งการแสวงหาความจริงของโลกและจักรวาล อันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้ทุกคนต่างพยายามค้นหา  ผ่านปรัชญา ศาสนา และความเชื่อต่างๆ อีกยังสะท้อนให้เห็น "สันดานดิบ" ที่ซ่อนลึกอยู่ในใจมนุษย์ อันเป็นไปตามทฤษฎีจิตไร้สำนึกของนักจิตวิทยาผู้ทรงอิทธิพลของโลกอย่าง Sigmund Freud

 

               

                เนื้อหาของหนังเรื่องนี้สามารถแบ่งได้เป็น 3 part  ใหญ่ๆ โดย Part แรก เปิดฉากด้วยภาพของนักเล่นแร่แปรธาตุ (เล่นเองโดยผู้กำกับอย่าง Alejandro Jodorowsky) ที่กำลังโกนหัวผู้หญิงสองคนจนล้านเลี่ยน ก่อนจะตัดภาพไปยังชายคนหนึ่ง ซึ่งถูกระบุภายหลังว่าเป็นโจร นอนอยู่โดยมีแมลงวันมากมายเกาะตัวอยู่ เป็นการเปรียบเทียบว่าชายคนนี้เปรียบได้กับกองขี้ หรือคนโง่ (ไพ่ Fools ในสารบบไพ่ทาร็อต)

                โจรคนดังกล่าวได้กลายเป็นเพื่อนกับคนแคระที่ไม่มีแขนและขาคนหนึ่ง และออกเดินทางเข้าไปในเมืองด้วยกันเพื่อหลอกเอาเงินจากนักท่องเที่ยวในเมือง โดยในฉากนี้ได้เสียดสีการใช้ความรุนแรงของทหารต่อกลุ่มคนที่ออกมาประท้วง  ความโง่เขลาของคนชั้นกลางและชั้นสูง รวมทั้งแสดงให้เห็นภาพความโหดร้ายของการล่าอาณานิคม ผ่านฉากสงครามกบอันแปลกประหลาดตา

                หลังจากนั้นโจรที่เป็นตัวเอกถูกพวกพระที่เห็นลู่ทางทำกำไรจากร่างกายและใบหน้าของเขาที่เหมือนกับ "พระเยซู" นำตัวไปใช้เป็นแม่พิมพ์หล่อรูปพระเยซูขึ้นมามากมาย หลังจากโจรตื่นมาและเห็นมีร่างจำลองของตนเรียงรายจึงโมโหโวยวายไล่พวกพระไป และทำลายหุ่นจำลองแทบทั้งหมด ก่อนจะกอดหุ่นตัวสุดท้ายไว้และกินใบหน้าของหุ่นนั้น แล้วนำไปปล่อยให้ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้ากับลูกโป่ง (เป็นสัญญะว่าจะอุทิศตนให้กับพระเจ้า)

                 หลังจากไม่นาน โจรคนเดิมบังเอิญไปเห็นหอคอยอันสูงเสียดฟ้าแห่งหนึ่งที่โปรยทองลงมาแลกกับอาหาร จึงเกิดความสงสัยว่าทองเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร เขาจึงตัดสินใจปีนขึ้นไปบนหอคอยแห่งนั้น เป็นอันจบ Part แรก

 

                Part ที่ 2 เริ่มขึ้นจากการพบกันระหว่างโจรหนุ่มกับนักเล่นแร่แปรธาตุ (คนเดิมกับในฉากแรก) โดยในฉากนี้มีการใช้สัญญะที่ตรงไปตรงมาอย่างมาก นั่นคือการที่นักเล่นแร่ฯนำตัวโจรเข้าไปในตู้เพื่อขับของเสีย (ทั้งขี้ เหงื่อไคล และของเหลวในร่างกาย) และใช้หลักการเล่นแร่แปรธาตุ จนทำให้ของเสียเหล่านั้นกลายเป็นทองได้ ดังประโยคที่นักเล่นแร่ฯกล่าวไว้กับโจรว่า "You are excrement. You can change yourself into gold." เป็นประโยคเปรียบเทียบว่า คนธรรมดาที่โง่เขลาและเหลวแหลก ก็สามารถพัฒนราจนกลายเป็นทองได้ หรือสามารถเข้าถึงพระเจ้าจนเข้าสู่ความเป็นอมตะได้นั่นเอง

                หลังจากการกลั่นขี้ให้กลายเป็นทองจบกระบวนการ นักเล่นแร่ฯ แนะนำให้โจรรู้จักกับบุคลที่มีเงินตราและอำนาจ แต่อยากตามล่าหาความเป็นอมตะอีก 7 คน ซึ่งถูกเปรียบเทียบแทนดาวเคราะห์ต่างๆ ในระบบสุริยะ ได้แก่ ชายเจ้าของโรงงานขายความสวยความงาม (ดาวศุกร์), หญิงเจ้าของโรงงานอาวุธ (ดาวอังคาร), ชายเจ้าของโรงงานศิลปะ (ดาวพฤหัส), หญิงเจ้าของโรงงานของเล่นที่ทำเพื่อสร้างความรุนแรงให้กับเด็ก (ดาวเสาร์), ชายซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับนักการเมือง (ดาวยูเรนัส), ชายผู้เป็นตำรวจ (ดาวเนปจูน), ชายผู้เป็นสถาปนิก (ดาวพลูโต)

                โดยแต่ละคนจะมีเรื่องราวของตนที่ผ่านมา ฉากนี้เป็นฉากที่น่าจะดีที่สุดในเรื่อง (รองจากฉากจบ) เพราะเรื่องราวของแต่ละคน ทั้งเสียดสี ประชดประชัน และสะท้อนสันดานดิบที่สุดในมนุษย์ออกมาตีแผ่ได้อย่างถึงพริกถึงขิง

                 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความอยากสวยอยากงาม เพราะอยากเกาะผู้ชายที่เป็นเจ้าของโรงงาน ซึ่งก็เอาและทิ้งผู้หญิงเป็นว่าเล่น, การขายอาวุธหลากหลายแบบ โดยเจ้าของโรงงามเป็นหญิงผิวดำ ที่เป็นเลสเบี้ยน และยังใช้ผู้ชายเป็นทาสในโรงงาน!, หญิงที่เปลือกหน้าเป็นตัวตลกสร้างความสนุกสนาน แต่เบื้องหลังเป็นเจ้าของโรงงานของเล่น ที่ผลิตของเล่นโดยคำนึงถึงการสร้าง Stereotype (ภาพจำเช่น คนไทยสบายๆ คนจีนขากถุย) ให้เกลียดชังชาติอื่นผ่านการ์ตูนและของเล่น, คนรวยซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานศิลปะสุดอุบาทว์ เพราะเน้นใช้ผู้หญิงมาทำเซกส์วิตถาร, ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจที่มีเซกส์อุบาทว์กับหญิงอ้วนอัปลักษณ์ และเสนอทางแก้ปัญหาโดยการฆ่าประชากรให้น้อยลงเพื่อลดปัญหาการขาดแคลน, ชายผู้เป็นตำรวจที่มีงานอดิเรกเป็นการเก็บอัณฑะชายหนุ่มมาสะสมให้ครบ 1,000 อัน และสร้างศาสนาที่ให้ลูกน้องทุกคนท่องบทบูชาตัวเขาเอง, ส่วนคนสุดท้ายเป็นสถาปนิกที่ออกแบบบ้านในฝันของคนยุคใหม่ ซึ่งมีสภาพไม่ต่างอะไรกับโลงศพดีๆ นี่เอง

 

               

                หลังการแนะนำตัวละครทั้งเจ็ด หนังดำเนินไปจนถึง Part สุดท้าย คือการเผาเงินและรูปจำลองของสมาชิกทั้ง 8 (อันเป็นตัวแทนของกายหยาบที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา) เพื่อเดินทางแสวงบุญ ผ่านการชักนำของนักเล่นแร่แปรธาตุ ไปสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อันเรียกว่า Holy Mountain โดยตลอดการเดินทางมีการทำพิธีกรรมแปลกๆ มากมาย จนไปถึง Lotus Island

                ในเกาะนี้เองคณะเดินทาง จะต้องค้นหาความลับจาก 9 ปรมาจารย์ผู้เป็นอมตะ เพื่อหาวิธีไปสู่ Holy Mountain แต่พวกเขากลับถูกดึงดูดโดยสถานที่ชื่อว่า Pantheon Bar ซึ่งเป็นที่สำหรับคนที่ละทิ้งการเดินทางสู่ความเป็นอมตะ แล้วมาอยู่กับการแดกเหล้า เมายา ท่องบทกวี ปาร์ตี้เซกส์ไปวันๆ แทน

                หลังจากหนีออกมาจากบ่วงกิเลศใน Pantheon Bar พ้น ทั้งหมดเดินทางต่อไปจนใกล้ถึงยอดเขา โจรหนุ่มของเราก็ถูกส่งตัวกลับไป พร้อมๆ กับโสเภณีและลิงหนึ่งตัวที่แอบเดินทางตามโจรคนนี้มาตั้งแต่ต้นเรื่อง ส่วนพวกที่เดินทางไปถึงยอดเขากลับพบแค่หุ่นจำลองไร้หน้าหนึ่งตัว และที่แสบกว่านั้นคือนักเล่นแร่แปรธาตุ (ซึ่งเล่นเองโดยผู้กำกับของเรื่องนี้) ที่เป็นคนนำพาสมาชิกทั้งหมดมาก็เปิดเผยให้เห็นทีมงานที่ทำหนังเรื่องนี้!

                ขอย้ำอีกครั้งว่า หนังเรื่องนี้จบลงด้วยการเปิดเผยให้เห็นทีมงานที่ทำหนังเรื่องนี้ ทั้งช่างภาพ คนถือไมค์บูม และคนจัดแสง ก่อนที่นักเล่นแร่แปรธาตุ (ผู้กำกับ) จะไล่ทุกคนให้ไปจากหุบเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เสีย และปิดท้ายด้วยประโยคสุดทรงพลังว่า "Real Life Awaits Us"

                แล้วหนังเรื่องนี้ก็เป็นอันจบลง

 

 - = - = - = - = - = - = - = - = - = - = - = - = - = - =

              

                Holy Mountain อาจเป็นภาพยนตร์ที่ดูแล้วชวนแหวะ และคนที่ชินกับการดูหนังฮอลลีวู้ดไม่น่าทนดูไม่เกินครึ่งเรื่อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องจิตป่วย หรือต้องอินดี้ถึงจะดูหนังเรื่องนี้ได้ เพียงแค่ลองเปิดใจยอมรับการนำเสนอที่แปลกตาสไตล์ Surrealism แล้วมองผ่านเข้าไปในเนื้อหา จะเห็นว่านี่คือหนังที่พูดถึง "สังคม", "สันดานมนุษย์" และ "ศาสนา" ตามความคิดของผู้กำกับอย่าง Alejandro Jodorowsky ได้ตรงไปตรงมา

                สันดานมนุษย์และสังคมตอนนี้เป็นยังไงก็ดูเอาผ่าน Part 1 และประวัติเบื้องหลังของสมาชิกแต่ละคนที่ออกเดินทางแสวงบุญใน Part 2

                และศาสนา ความเชื่อ ปรัชญาทั้งหลาย สุดท้ายแล้วนำพาเราไปสู่อะไร และจริงๆ แล้ว มนุษย์เราควรอยู่ใช้ชีวิตเพื่ออะไร ก็ดูใน Part ที่ 3

 

                หลังหนังเรื่องนี้จบ สิ่งแรกที่ผมนึกถึงคือหนังสือชื่อว่า "กองดิดด์" ที่เขียนโดยนักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศสอย่าง "วอลแตร์"  เพื่อวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดทางปรัชญาและคำสอนทางศาสนาอันชวนงมงายของนักปราชญ์และพระในสมัยนั้น

                วอลแตร์จบเรื่องผ่านประโยคคำพูดของ "กองดิดด์" ตัวละครเอกในเรื่องที่ตอนแรกเคยเชื่อในคำสอนทางปรัชญาทุกอย่าง ก่อนจะได้เรียนรู้และพิสูจน์คำสอนนั้นผ่านการเดินทางอันยาวนาน และเรียนรู้แล้วว่าคำสอนทางอภิปรัชญาไม่มีค่าอะไรเลยเท่ากับการลงมือทำ

               

                กองดิดด์บอกกับลูกน้องของเขาว่า "จงทำสวนของเรากัน" ไม่คม ไม่คาย แต่ตรงไปตรงมา ซึ่งมีหมายความว่า ให้หยุดถกอภิปรัชญา หรือแสวงหาความจริง ความอมตะทั้งหลาย แล้วมาลงมือทำสักอย่างกันจริงๆ เสียที

                เพราะบางทีหุบเขาศักดิ์สิทธิ์อาจไม่มีอยู่จริง

                แต่ชีวิตมีอยู่จริงและรอเราทุกคนอยู่

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณที่เขียนครับ เข้าใจขึ้นเยอะเลย

#7 By อออ (124.120.85.233) on 2015-10-11 19:12

Hot! Hot! Hot! Hot!

#6 By จัดเก็บ on 2012-03-26 13:58

เพราะชีวิตจริงรอเราอยู่ครับ
พอดีไปตามหาหนังอาร์ตชวนแหวะ search หารีวิว มาเจอของคุณพี่พอดี จากนั้นก็เลยหามาดู เหอๆ
มา like ให้ ก็องดิดด์ค่ะHot!

#4 By axolotl on 2011-01-30 16:21

ดีใจที่มีบทวามนี้
เพราะดูแล้วไม่เข้าใจเท่าไหร่ 55
ขอบคุณค่ะ open-mounthed smile

#3 By ิboom (58.11.69.69) on 2010-07-16 03:54

ว่ะ ว่ะ ว้าววววววววววววววววว

#2 By น้องดาว (125.27.209.3) on 2010-06-22 14:31

ยาวไป ไม่อ่านละกัน 555

#1 By หมูมิ้น (124.122.150.27) on 2010-06-19 22:21