สัมภาษณ์ไว้ ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2552

 

 

9 ปีต่อมาของมังกรเดี่ยวไม่เดียวดาย  'น.นพรัตน์'

"การเมืองกับบู๊ลิ้ม เรื่องจริงกับโลกวรรณกรรม"

 

      ปีพ.ศ. 2543 เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในวงการวรรณกรรมไทย เมื่อ นายอานนท์ ภิรมย์อนุกูล หนึ่งในสองพี่น้อง เจ้าของนามปากกา "น.นพรัตน์" ยอดนักแปลนิยายกำลังภายในของเมืองไทย จากโลกนี้ไปอย่างสงบด้วยโรคมะเร็ง หลายคนคิดว่าการเดินทางของนิยายจีนในเมืองไทยอาจจะถึงจุดสิ้นสุดลง

      9 ปีต่อมา น.นพรัตน์ยังคงมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง และหลายเรื่องกลายเป็นที่นิยมในแวดวงนักอ่าน ไม่ว่าจะเป็น มังกรคู่สู้สิบทิศ, เทพมารสะท้านภพ ,จอมคนแผ่นดินเดือด และยังคงมีผลงานออกมาเรื่อยๆจวบจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลายาวนานถึง 44 ปี ผ่านผลงานกว่า 300 เรื่อง

      อะไรคือเคล็ดลับแห่งความสำเร็จ เบื้องหลังชื่อเสียงอันยาวนานเหล่านั้น?

      มีความเปลี่ยนแปลงมากเพียงใดตลอดเก้าปี ที่ต้องแปลนิยายเพียงลำพัง?

      รวมทั้งมุมมองต่อวงการวรรณกรรมและการเมืองไทยในปัจจุบันของเขาเป็นเช่นไร?

      ร่วมไปค้นหาความจริงทั้งหมดร่วมกัน ผ่านคำตอบของน.นพรัตน์ผู้น้อง

      ชายผู้ขนานนามตนเองว่า "จอมยุทธ์คนสุดท้าย" แห่งวงการนิยายกำลังภายใน

      "อำนวย ภิรมย์อนุกูล"

 

อะไรคือจุดเด่นหรือเคล็ดลับที่ทำให้ชื่อของ "น.นพรัตน์" ครองใจผู้อ่านได้ยาวนานจวบจนถึงปัจจุบัน

      "แปลแล้วเรียนรู้" จริงๆแล้วผมคิดว่าไม่มีเคล็ดลับอะไรเลย เพียงแต่ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ แล้วก็เรียนรู้จากความผิดพลาดที่ผ่านมา

       ปัจจุบันพอให้ลองกลับไปนั่งอ่านสำนวนที่เคยแปลไว้เมื่อพ.ศ.2508 ผมรู้สึกเลยว่าใช้ไม่ได้ เรื่องที่เลือกมาแปลก็ไม่ใช่เรื่องที่มีเนื้อหาน่าสนใจนัก จึงไม่เคยคิดจะกลับไปแก้หรือนำมาพิมพ์ใหม่อีกเลย

       ผลงานที่เริ่มนับว่าพอใช้ได้ จะเป็นผลงานตั้งแต่ประมาณพ.ศ. 2510 เป็นต้นไป เช่น ผู้กล้าคะนองศึก ที่แปลครั้งแรกตอน พ.ศ. 2511 ซึ่งผมกับพี่ชายได้เลือกนำกลับมาพิมพ์ใหม่อีกครั้ง แต่ก่อนจะนำมาพิมพ์ซ้ำ ก็มีการเอามาขัดเกลาเสียก่อน แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น กระบี่เย้ยยุทธจักร

       ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ผมไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรเลย แต่เรียนรู้จากประสบการณ์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งประสบการณ์จากการแปล และการใช้ชีวิตด้วย

       ส่วนเรื่องที่ผู้อ่านติดตามจนถึงปัจจุบันนั้น คิดว่าเป็นเรื่องของ "ความเคยชิน" มากกว่า เพราะผมแปลมานานผู้อ่านก็เลยชินกับสำนวนของผม อีกอย่างก็คือในช่วงหลังมา ก็เหลือแค่ผมที่ยังคงแปลนิยายกำลังภายในออกมาอยู่เรื่อยๆ ในขณะที่ท่านอื่นๆล้วนแต่เลิกทำ หรือล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว

       ก่อนหน้าที่ผมกับพี่จะมาอยู่ในวงการนี้  ในช่วงปีพ.ศ. 2501 มีคุณจำลอง พิศนาคะ จนมาถึงพ.ศ. 2506 จึงเป็นยุคของคุณ ว. ณ เมืองลุง ส่วนชื่อของ น.นพรัตน์ เพิ่งจะเริ่มเป็นที่รู้จักในปี 2509 แต่โชคดีว่าหลังจากนั้นอาจจะมีหน้าใหม่ๆเข้ามาแปลบ้าง แต่ก็เป็นแค่ช่วงสั้นๆ แปลเรื่องสองเรื่องก็เลิกไป ส่วนคุณ ว. ณ เมืองลุง ช่วงหลังๆก็เลิกแปลไป สุดท้ายจึงเหลือแค่ผมกับพี่ทำทำอยู่ จึงอาจพูดอีกอย่างก็ได้ว่า ผู้อ่านไม่มีตัวเลือก มีแค่น.นพรัตน์ที่แปลให้เค้าอ่านอยู่เจ้าเดียว เลยกลายเป็นอานิสงค์ ให้ชื่อเสียงของเราอยู่ได้นานจนถึงปัจจุบัน

 

 

คิดว่ามีความแตกต่างมากน้อยแค่ไหนทั้งในเรื่องของชีวิตและการทำงาน ตลอด 9 ปีที่ผ่านมาหลังจากต้องทำงานแปลเพียงลำพัง

      ต่างกันมาก เพราะแต่ก่อนวิธีทำงานของผมกับพี่ชายที่เสียไป คือผมจะเป็นคนแปลและอ่านให้ฟัง ส่วนพี่ชายจะเป็นคนเขียนลงกระดาษ ซึ่งหากประโยคไหนไม่ไพเราะหรือสละสลวย พี่ชายก็จะช่วยปรับแก้ให้อีกที แต่ตอนนี้ทำคนเดียว แปลแล้วก็ต้องเขียนเองแก้เองเลย ไม่มีโอกาสได้รับการตรวจทานเท่าไรนัก บางครั้งภาษาที่ใช้จึงอาจไม่ไพเราะเท่าแต่ก่อน

      อีกรื่องก็คือลายมือ พี่ชายเป็นคนลายมือสวยมาก ส่วนผมลายมือไก่เขี่ย เขียนไปบางที ส่งให้คนที่คอยตรวจปรู๊ฟที่โรงพิมพ์อ่าน เขาก็อ่านไม่ออกอีก 

      ส่วนในเรื่องชีวิต อาจจะรู้สึกแปลกไปบ้างในช่วงแรกที่ต้องทำงานคนเดียว เพราะอาชีพนี้ ทำกับพี่ชายทำมาด้วยกันตลอดสามสิบกว่าปี แต่หลังๆก็ชิน ถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนไป ก็อาจจะรู้สึกเหนื่อยมากกว่าแต่ก่อนนิดหน่อยเท่านั้นเอง

 

รู้สึกอย่างไรต่อที่ต้องออกงานแถลงข่าวต่างๆบ่อยครั้งมากขึ้นในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่เคยให้สัมภาษณ์มาตลอดว่าไม่ชอบเปิดเผยตัวมากเท่าไรนัก

      คนเราอยู่ในยุทธจักร สุดท้ายก็ไม่อาจจะเป็นตัวของตัวเองได้ เป็นเรื่องธรรมดาของโลกใบนี้ จริงๆแล้วหากให้ผมไปแจกลายเซ็นในงานสัปดาห์หนังสือ คุยกับแฟนนักอ่าน ผมชอบนะ แต่ถ้าออกไปให้สัมภาษณ์หรือแถลงข่าวตามงานต่างๆ บอกตรงๆว่าไม่ชอบ เพราะต้องพูดอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง อย่างไรก็ยังชอบที่จะเร้นกายผลิตผลงานอยู่เงียบๆแบบที่เคยผ่านมามากกว่า

 

 

ช่วงหลังๆ น.นพรัตน์มีผลงานอื่นนอกเหนือจากนิยายกำลังภายในด้วย เช่นพวกหนังสือแนว How to ( โคตรโกง, โคตรชเลียร์) และหนังสือทำนายดวงชะตาที่จะออกมาเป็นประจำทุกปี คิดว่าการแปลหนังสือแนวนี้กับการแปลนิยายแนวกำลังภายในแตกต่างกันอย่างไร และชอบแนวไหนมากว่ากัน

       นิยายเป็นสิ่งที่เราชอบและถนัดมากกว่าหนังสือประเภทอื่นๆอยู่แล้ว แต่ที่ช่วงนั้นต้องแปลหนังสือประเภทอื่นๆออกมา เพราะไม่มีนิยายเรื่องใหม่ๆมาให้แปล อย่างหนังสือ How to ตระกูล "โคตร" ทั้งหลายนั้น พอดีผมมีโอกาสอ่านหนังสือประเภทนั้นเข้า แล้วคิดว่าน่าสนใจดี จึงลองนำมาแปลดู  

       ส่วนพวกหนังสือทำนายดวงชะตา เริ่มมาจากพี่ชายผมที่เสียไป เขามีความรู้ด้านนี้จริงๆ เลยลองทำออกมา ปรากฏว่าเป็นที่ถูกใจของผู้อ่านหลายท่านที่อ่านแล้วเขาว่าทำนายได้แม่นยำ เลยทำออกมาเรื่อยๆปีละเล่ม แต่พอพี่ชายเสียไป จริงๆอยากเลิกทำเพราะตัวผมไม่ได้มีความรู้ด้านนี้โดยตรง ต้องอาศัยแปลจากตำราของจีนมาอีกที แต่กระแสตอบรับก็ยังดีทุกปี จึงยังทำออกมาเรื่อยๆ แต่ถ้าให้เลือกได้ ยังไงนิยาย ก็ยังเป็นตัวเลือกอันดับแรกที่ผมอยากจะทำที่สุดอยู่ดี

 

 

จนถึงทุกวันนี้ตัวละครจากนิยายเรื่องใดที่ประทับใจที่สุด ยังคงเป็น 'เหล็งฮู้ชง' (กระบี่เย้ยยุทธจักร) ดังที่เคยตอบไว้อยู่บ่อยๆหรือไม่ เพราะเหตุใด

       สำหรับอันดับหนึ่ง ยังเป็น 'เหล็งฮู้ชง' อยู่ เพราะผมแปลเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2511 จึงรู้สึกผูกพันกับตัวละครตัวนี้มาก นอกจากนี้เขากับผมมีบางอย่างเหมือนกัน นั่นก็คือเป็นพวกชอบปิดทองหลังพระ เร้นกายอยู่ในหุบเขา ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับยุทธภพ ที่สำคัญคือเป็นตัวละครตัวแรกๆของกิมย้ง ที่มีเลือดเนื้อมีชีวิต มีรัก โลภ โกรธ หลง มีความเป็นมนุษย์จริงๆ

      อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังๆนี้เริ่มมีตัวละครอีกสองตัวที่เบียดขึ้นมา คือ 'ฉีจื่อหลิง' จากเรื่องมังกรคู่สู้สิบทิศของหวงอี้ และ 'โอ้วฮุย' จากเรื่องจิ้งจอกอหังการของกิมย้ง

      สำหรับ 'ฉีจื่อหลิง' ถึงเขาจะเป็นพระเอกคู่กับโค่วจง แต่บทบาทจะน้อยกว่ามาก ออกเป็นตัวเสริมมากกว่า และไม่เป็นที่ชื่นชอบเท่าโค่วจง ทว่าผมกลับชอบตัวละครตัวนี้มากกว่า ด้วยเหตุผลคล้ายๆกับที่ชอบเหล็งฮู้ชง นั่นก็คือ เขาเป็นคนรักสงบ ไม่ทะเยอทะยาน แค่ต้องการแสวงหาความสงบเพื่อยู่กับคนรักเท่านั้น

      ส่วน 'โอ้วฮุย' ที่เริ่มมาชอบตัวละครนี้ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้สนใจเท่าไรนัก ก็เพราะมีโอกาสกลับมาแก้ไขต้นฉบับเพื่อนำไปพิมพ์ใหม่ เมื่อได้ทำความรู้จักตัวละครนี้เมื่อตัวผมมีอายุมากขึ้น จึงเริ่มเห็นว่าตัวละครตัวนี้น่าสนใจมาก เพราะเขาเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์ ปุถุชน ทั้งชีวิตเรียนรู้จากการทำผิดบ้างถูกบ้างไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีพลังวิเศษหรืออะไรต่างจากคนอื่น แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขายึดถือ นั่นก็คือคุณธรรม ผมจึงชอบตัวละครตัวนี้มาก

 

แล้วนิยายกำลังภายในเรื่องที่ชอบที่สุด ยังคงเป็น 8 เทพอสูรมังกรฟ้าอยู่หรือไม่ เพราะเหตุใด

      จวบจนถึงวันนี้ และต่อจากนี้ไป ยากมากที่จะหานิยายเรื่องไหน เล่าเรื่องราวได้ยิ่งใหญ่เท่า 8 เทพอสูรมังกรฟ้า ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดของกิมย้ง เพราะเรื่องนี้มีพระเอกถึงสามคน แต่ไม่ได้เป็นพระเอกที่เดินเรื่องไปด้วยกันแบบมังกรคู่สู้สิบทิศ แต่กิมย้งค่อยๆดำเนินเรื่องโดยให้พระเอกคนหนึ่งไปเกี่ยวข้องกับพระเอกอีกคน และอีกคนทีละถอดได้อย่างแนบเนียน และ scope ของนิยายเรื่องนี้กว้างใหญ่มาก จนแทบจะเอาเรื่องราวของตัวละครหลักแต่ละตัวไปเขียนเรื่องใหม่แยกได้อีกคนละเรื่อง

      ดังนั้นผมยังยืนยันว่า 8 เทพอสูรมังกรฟ้าคือนิยายกำลังภายในที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยมีมา และเป็นเรื่องที่ผมชอบที่สุดด้วย

 

         

        

คิดอย่างไรต่อวงการนักแปลหนังสือกำลังภายในรุ่นใหม่ๆ รวมทั้งหนังสือกำลังภายในฝีมือคนไทยที่เริ่มปรากฏออกมาเรื่อยๆในปัจจุบัน

      ต้องยอมรับว่านักแปลนิยายกำลังภายในรุ่นใหม่ๆไม่ค่อยเกิดขึ้นมา ถ้ามีแปลออกมาสองสามเล่มก็หายไป ที่โดดเด่นขึ้นมาอย่างเรื่อง ประกาศิตจอมราชันย์ ก็เป็นนิยายของเกาหลี ที่คนแปลเขาชอบอ่านนิยายกำลังภายในแบบจีน จึงแปลออกมาได้ดีพอสมควร

       ส่วนเรื่องนิยายกำลังภายในฝีมือคนไทย ที่พอรู้จักบ้างก็มีเรื่อง ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน แต่ต้องยอมรับจริงๆว่าไม่ได้ติดตามเท่าที่ควร ทว่าจากเท่าที่เคยได้ลองอ่านผ่านๆดู อยากให้คำแนะนำกับนักเขียนรุ่นใหม่ๆไว้ว่า การจะเขียนนิยายสักเรื่อง ควรมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ให้มากพอเสียก่อน ดังที่ หวงอี้ ผู้แต่งนิยายเรื่องมังกรคู่สู้สิบทิศ และเจาะเวลาหาจิ๋นซีเอง เคยกล่าวไว้ว่า ประวัติศาสตร์ที่ยิ่งคลุมเครือ ยิ่งเป็นวัตถุดิบชั้นดีของนักเขียน ดังนั้นอยากให้นักเขียนไทยที่คิดจะเขียนนิยายกำลังภายใน รู้ประวัติศาสตร์ให้แตกฉากยิ่งกว่านี้ แล้วหาช่องว่างในเรื่องนั้นๆ หยิบมาเขียน นั่นจึงจะเป็นนิยายที่ดีได้

 

มุมมองต่อภาพของนิยายกำลังภายใน ในอีกสิบปีข้างหน้าเป็นอย่างไร

       จริงๆแล้วนิยายกำลังภายในที่เรารู้จักกัน ที่เมืองจีนเขาเรียกว่า "เรื่องพิสดารพันลึก" คือเป็นนิยายที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์โบราณ แต่จะแบ่งออกได้อีกสองประเภท คือ ประเภทใช้จินตนาการหรือหลักการสมัยใหมมาจับในการดำเนินเรื่อง เช่นพวก เจาะเวลาหาจิ๋นซี กับอีกประเภทคือแบบแนวประเพณีปฏิบัติ อย่างเช่นนิยายทุกเรื่องของกิมย้ง เช่นมังกรหยก

       ในปัจจุบันนิยายประเภทหลังอาจจะหาได้ยากแล้ว แต่ล่าสุดก็มีเรื่องหนึ่งที่ผมกำลังแปลอยู่ ดำเนินเรื่องตามแนวนี้ได้ยอดเยี่ยม และได้รับการยอมรับว่ามีกลิ่นอายของกิมย้งอยู่สูงมาก  แต่ส่วนใหญ่นักเขียนสมัยใหม่จะเขียนแบบประเภทแรกกันมากกว่า

       ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า นิยายกำลังภายในคงไม่ตายไปจากโลกใบนี้ แต่หากจะให้หาเรื่องที่ดีๆสักเรื่อง คงหายากขึ้นเรื่อยๆ

 

คิดอย่างไรต่อกระแสการอ่านนิยายแนวรักเบาสมองของไทยและเกาหลีที่เป็นที่นิยมอย่างมากของวัยรุ่นสมัยนี้

       เท่าที่เคยได้ไปสอบถามมา คนที่เขาชอบนิยายแนวนี้ของไทย เพราะภาษาที่ใช้ในหนังสือเป็นภาษาพูด ที่วัยรุ่นใช้ในชีวิตประจำวัน และเรื่องรักๆใคร่ๆก็เป็นเรื่องที่วัยรุ่นสนใจอยู่แล้ว

       ส่วนของเกาหลี อาจเป็นเพราะช่วงนี้เกาหลีกำลังเป็นกระแสอยู่ในบ้านเรา ดังนั้นทุกอย่างที่เป็นเกาหลีก็เข้ามากหมด เช่นเดียวกับนิยายด้วย ซึ่งมักจะเป็นเรื่องของความรักแบบข้ามเวลาย้อนไปอดีตมาอนาคตอะไรทำนองนี้ ซึ่งอาจจะถูกใจวัยรุ่น

       อย่างไรก็ตาม คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงลมที่พัดแล้วก็ผ่านไป พอกลุ่มผู้อ่านเหล่านี้โตขึ้นก็จะเลิกสนใจ และสำนักพิมพ์จะต้องคอยหากลุ่มเป้าหมายรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนไปเรื่อยๆ ซึ่งสักวันหนังสือแนวนี้ก็จะตายลงไปเอง แต่ต้องชื่นชมว่าสำนักพิมพ์หลายแห่งที่เติบโตขึ้นมาจากหนังสือประเภทนี้ เก่งมากที่เลือกจับจุดของวัยรุ่นได้ถูก และทำได้ดีในแนวทางของเขา

 

หากให้ลองเปรียบเทียบสถานการณ์ทางกรเมืองในปัจจุบันกับนิยายกำลังภายใน คิดว่าคล้ายกับสถานการณ์ในเรื่องใดมากที่สุด

      คงต้องตอบว่า สามก๊ก ถึงแม้จะไม่ใช่นิยายแนวกำลังภายใน แต่ก็เป็นนิยายจีน ที่ตรงกับสถานการณ์ในตอนนี้ของไทยมากที่สุด ที่มีราชวงศ์หนึ่งปกครองอยู่ แต่ก็มีกลุ่มก๊กต่างๆเต็มไปหมด

      เหตุที่เลือกเรื่องนี้ เพราะจริงๆแล้วเรื่องราวของนิยายจีนส่วนใหญ่จะเล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงระหว่างราชวงศ์มากกว่าช่วงชิงระหว่างพรรคแบบคนไทย ดังนั้นหากจะให้เปรียบกับนิยายกำลังภายในจริงๆสักเรื่องคงหายาก แต่ถ้าจะให้เลือกเปรียบเทียบกับนิยายกำลังภายในจริงๆ ก็คงเป็นเรื่อง กระบี่เย้ยยุทธจักร

      นิยายเรื่องนี้เกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างสำนักต่างๆ ทั้งที่อ้างตัวว่าเป็นสำนักฝ่ายธรรมมะและอธรรม เพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่งในยุทธจักร ที่น่าสนใจก็คือ ในเรื่องนี้มักจะมีตัวละครที่ชอบอ้างตนว่าเป็นคนดี แต่จริงๆแล้วชั่วช้ากว่าตัวละครที่ถูกตราหน้าว่าเป็นพวกคนเลวบางคนเสียอีก ซึ่งอาจนำไปเปรียบได้กับนักการเมืองบางคน      

      อันที่จริงนิยายเรื่องนี้ ถูกคนไทยนำมาเปรียบเทียบกับการเมืองในแต่ละยุคแต่ละสมัยหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่ที่ยังคงนำมาพูดถึงได้เรื่อยๆนั่นก็เพราะประวัติศาสตร์มันก็ซ้ำไปซ้ำมานั่นเอง

      ดังที่กิมย้งเคยกล่าวไว้ว่า หากใครรู้อดีต ก็จะสามารถทำนายอนาคตได้ เพราะประวัติศาสตร์ก็เหมือนกงล้อที่จะหมุนซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ ดังนั้นอยากจะฝากถึงเด็กไทยรุ่นใหม่ทุกๆคนเลยว่า เราต้องเรียนประวัติศาสตร์ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะถ้าหากเราไม่มีครามรู้เกี่ยวกับเรื่องในอดีตเป็นรากกฐานของชีวิตแล้ว เราก็คงไม่สามารถคิดหรือวิเคราะห์อะไรต่อไปในอนาคตได้เลย

 

คิดว่าจะทำงานแปลไปอีกนานแค่ไหน และจะมีโอกาสเห็นงานเขียนที่เป็นของน.นพรัตน์เองหรือไม่

       งานเขียนของตัวเอง คิดว่าคงไมทำอีกแล้ว ส่วนงานแปลอีกไม่นานก็อยากจะเลิกแล้ว เพราะปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่ยืนยันว่ายังไม่ใช่เร็วๆนี้ อย่างน้อยๆน่าจะทำไปอีกสองสามปี

 

       44 ปีมาแล้วที่มังกรคู่แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาปรากฎกายขึ้นในวงการวรรณกรรม เพื่อมอบความบันเทิงและความสุขแก่ผู้คน ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะถูกพรากให้จากไปตามกาลเวลา 

       แม้มิอาจทราบได้ว่ามังกรเดี่ยวผู้ไม่เดียวดายท่านนี้ จะท่องไปในยุทธจักรอีกยาวนานสักเพียงใด แต่ผลงานที่ท่านได้บรรจงสรรสร้างไว้

            จะตราตรึงอยู่ในหัวใจของผู้อ่านไปอีกตราบนานเท่านาน

 

 

Comment

Comment:

Tweet

เบสโอขอคารวะหลายๆ จอกเลย

#4 By หวาน 43 (110.164.247.36) on 2011-02-10 23:12

ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ :D

#3 By FuFu on 2010-12-29 23:14

โอ๊ะ เอนทรี่นี้ให้อะไรกับผมมากมายเลยครับ

อ่านงานแปลของ น. นพรัตน์ และ ว. ณ เมืองลุง มาหลายเล่มวันนี้กลับได้ข้อคิดที่ควรนำไปใช้กับงานผมพอดีขอบคุณเจ้าของบล๊อคมากๆครับconfused smile

#1 By Dreizehn on 2010-12-28 13:27