คลังหนังเก่า#3: Stand By Me (1986)

posted on 26 Feb 2011 03:52 by fufu-best in FilmArchive
 
 
เรื่องที่ 3 เป็นหนังที่'ชอบที่สุด' แต่ไม่ใช่ 'หนังที่ดีที่สุด' เพราะหากวิเคราะห์กันจริงๆ หนังที่ดัดแปลงจากบทประพันธ์ของสตีเฟนคิงเรื่องนี้ ยังมีตำหนิอยู่มากพอควร แต่เราจะมองข้ามมันไป และสนใจเฉพาะเรื่องราวการเดินของเด็ก 4 คนที่ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากการเดินทาง และก้าวข้ามผ่านสู่ความเป็นผู้ใหญ่ตามสไตล์หนัง Road movie แบบ Coming of Age

ข้อมูลทั่วไป:
Stand By Me (1986) ถูกดัดแปลงมาจาก เรื่องสั้นชื่อ 'The Body' ของ Stephen King กำกับโดย Rob Reiner ว่าด้วยเรื่องของเพื่อน 4 คนในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ได้แก่ กอร์ดี้ เด็กมีปมว่าพ่อแม่รักพี่ชายที่ตายไปมากกว่าตน, คริส เด็กเหลือขอในสายตาผู้ใหญ่ เพราะถูกมองว่าชอบใช้ความรุนแรง, เท็ดดี้ ไอ้แว่นจอมสบถ และ เวิร์น อ้วนขี้ขลาด ที่ตัดสินใจทำซ่าออกเดินทางเข้าป่าบุกแม่น้ำเพื่อตามหาศพของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกรถไฟทับตาย แต่ยังไม่มีใครค้นพบ เพราะคิด(กันเอง)ว่าพอหาศพเจอจะได้เป็นคนดังของเมือง

ความเห็นส่วนตัว:
โดยส่วนตัวแล้วการได้เรียนโรงเรียนชายล้วนมา 6 ปี ยิ่งทำให้ดูหนังเรื่องนี้แล้วอินขึ้น เพราะเรื่องของเด็กผู้ชายเกรียนๆ 4 คน ทำให้รำลึกถึงเพื่อนสมัยมัธยมได้แบบอินสุดๆ เชื่อว่าใครที่เคยมีประสบการณ์แสบๆ มันๆ กับเพื่อน พอมาดูเรื่องนี้ภาพทรงจำเหล่านั้นจะทับซ้อนไปกับการเดินทางของไอ้ 4 คนนี้แน่นอน ทั้งการหนีออกไปเที่ยว, พูดคำหยาบ, ลองผิดลองถูกทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี และที่สำคัญที่สุด คือการอยู่ช่วยเหลือเป็นกำลังใจให้กัน ในวันที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนาม

เหตุผลที่ต้องดู:
การแสดงของเด็กทั้ง 4 ทำได้อย่างสุดยอด รวมทั้งการนำเรื่องสั้นของสตีเฟนคิงมาดัดแปลงใหม่จนกลายเป็นหนังดราม่าที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการถวิลหาอดีต ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนึง่ในหนังที่ดัดแปลงจากบทประพันธ์ของสตีเฟนคิงแล้วประสบความสำเร็จที่สุดทั้งในด้านเงินและกล่อง

ถ้าชอบเรื่องนี้:
Body เป็น 1 ใน 4 เรื่องสั้นจากหนังสือชื่อ Different Seasons ของสตีเฟนคิง โดยแบ่งเรื่องราวออกเป็น 4 ฤดู The Body เป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ร่วงที่พูดถึงศพและความตาย ถูกนำมาสร้างเป็น Stand By Me ในขณะที่อีก 3 เรื่องได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ: Rita Hayworth and Shawshank's Redemption ถูกสร้างเป็นหนังเรื่อง Shawshank Redemption, Apt Pupil ถูกนำมาสร้างเป็นหนังในชื่อเดียวกันเป็นตัวแทนฤดูร้อน และ The Breathing Method เป็นเรื่องเดียวที่ยังไม่ถูกนำมาสร้างเป็นหนัง เป็นตัวแทนของฤดูหนาว โดย Shawshank (1994) เป็นหนังที่ดีและ Apt Pupil (1998) เป็นหนังที่พอใช้ได้ แต่ก็คู่ควรค่าแก่การหามาดูทั้ง 2 เรื่อง

Stand By Me (Spoil Alert):
ถึงชีวิตจริงของผมจะไม่ได้ดราม่าเท่าพระเอกในเรื่องนี้ (กอร์ดี้) ก็ยังอดเห็นใจเด็กคนนี้ไม่ได้ เพราะมันมีปมในใจหลายซับหลายซ้อน ทั้งปมว่าเป็นต้นเหตุให้พี่ชายที่พ่อแม่ของตนรักตาย ปมว่าพ่อแม่ไม่รัก แถมเรื่องราวตอนโตของทั้ง 4 ก็ไม่ได้สวยงามเพราะหลังจากทั้ง 4 เห็นศพ (เป็นตัวแทนของการตายในวัยเด็กและโตเป็นผู้ใหญ่) ทั้ง 4 ก็ไม่เคยกลับมาสนิทกันอีกเลย และต่างคนต่างมีชีวิตตอนโตที่บัดซบต่างๆ กันไป

นั่นอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมกอร์ดี้ที่โตมาเป็นนักเขียน จึงได้นำเรื่องราวในวัยเด็กซึ่งนับเป็นช่วงที่สว่างไสวที่สุดในชีวิตเขามาเขียนไว้เป็นนิยาย
และยังทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคสุดเศร้าแต่ตราตรึงใจ

"I never had any friends later on like the ones I had when I was twelve...."
 

Tags: by, me, stand 4 Comments


Chunking Express (1994)
- อายุขัยของความรัก -
04/02/11

"โลกนี้แม้ไม่เงียบงัน แต่สุดเหงา
...และเต็มไปด้วยเรื่องแสนเศร้า แต่งดงาม"

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มจากไม่สบายเลยต้องเริ่มออกกำลังกาย เลยตัดสินใจวิ่งทุกวันแต่ดันวิ่งตอนกลางคืน พอวิ่งตอนกลางคืนทำให้ร่างกายตื่นตัวและนอนไม่หลับ พอนอนไม่หลับเลยต้องหยิบหนังขึ้นมาดู ทุกทีเรื่องน่าจะจบลงที่หลับไปตั้งแต่หนังเริ่มฉายหรือฉายได้ถึงกลางเรื่อง...
แต่คืนนี้คงตัดสินใจผิดที่ไปหยิบหนังของหว่องกาไว


เมื่อรัก'หมดลง'

Chunking Express เป็นหนังที่มีชื่อไทยน่าทุเรศทุรังว่า 'ผู้หญิงผมทองฟัดหัวใจให้โลกตะลึง' เล่าเรื่องของชายหนุ่มสองคนที่ติดกับอยู่ในห้วงแห่งอดีตที่ไม่อาจหวนกลับมา ต้องเผชิญหน้ากับบุคคลแปลกหน้าที่เฉียดเข้ามาในชีวิต และเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล

หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากเด็ดๆ อันเป็นที่จดจำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบอายุของรักกับวันหมดอายุของอาหารกระป๋อง และการถ่ายทอดความเหงาผ่านสิ่งของต่างๆ ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสบู่ที่ถูกใช้จนเล็กลง ผ้าขี้ริ้วที่เปียกปอนไปด้วยความเศร้า และข้าวของเก่าๆ ที่ฝุ่นเริ่มจับตัว


เมื่อคน'เริ่มเหงา'

อาจจะจริงอย่างที่หว่องกาไวคิด โลกนี้เต็มไปด้วยคนมากมาย และหลายคนเป็นคนเหงา
โดยเฉพาะพวกคนเหงาในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสงสี และมีผู้คนรายล้อม แต่ความเหงากลับไม่บรรเทา ซ้ำยังแฝงความเศร้าที่คอยเข้ามาเสียดแทงหัวใจ

บางคนเดินผ่านกันทุกวัน บางคนมีโอกาสเจอกันครั้งเดียวในหนึ่งช่วงอายุขัยที่มี
บางคนกลายเป็นเพื่อนกัน บางคนกลายเป็นศัตรู และมีอีกหลายคู่ที่กลายเป็นคนรัก
หากแต่ทุกสิ่งย่อมมี 'เวลา' ของมัน ชีิวิตมีแตกดับ อาหารมีวันหมดอายุ
ความรู้สึกและความรักเองย่อมไม่อาจหนีจากกฎเกณฑ์ข้อนี้


เมื่อเรา'เข้าใจ'

"If memory could be canned, I hope this one will never expire. If an expiry date must be added onto it, let it be 10,000 years.”
เป็นประโยคหนึ่งในห้วงคนึงของตัวเอกเรื่องนี้ และเชื่อว่าน่าจะอยู่ลึกในใจใครอีกหลายคน

หากทุกสิ่งต้องมีวันสิ้นอายุขัย ขอเพียงสิ่งเดียวได้ไหมคือความทรงจำ
แม้มันอาจเต็มไปด้วยเรื่องเลวร้ายที่ทำร้ายจิตใจ ไม่น้อยไปกว่าเรื่องดีๆ ที่น่าจดจำ
แต่ได้โปรดอย่าจากไปไหน โปรดอยู่กับเราตลอดไป

เพราะความทรงจำล้วนทำให้ฉันและเธอเปลี่ยวเหงา
และเพราะความเหงา ที่ทำให้ 'เรา' ได้มาพบกัน


Chunking Express (1994)
- อายุขัยของความรัก -
04/02/11

"โลกนี้แม้ไม่เงียบงัน แต่สุดเหงา
...และเต็มไปด้วยเรื่องแสนเศร้า แต่งดงาม"

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มจากไม่สบายเลยต้องเริ่มออกกำลังกาย เลยตัดสินใจวิ่งทุกวันแต่ดันวิ่งตอนกลางคืน พอวิ่งตอนกลางคืนทำให้ร่างกายตื่นตัวและนอนไม่หลับ พอนอนไม่หลับเลยต้องหยิบหนังขึ้นมาดู ทุกทีเรื่องน่าจะจบลงที่หลับไปตั้งแต่หนังเริ่มฉายหรือฉายได้ถึงกลางเรื่อง...
แต่คืนนี้คงตัดสินใจผิดที่ไปหยิบหนังของหว่องกาไว


เมื่อรัก'หมดลง'

Chunking Express เป็นหนังที่มีชื่อไทยน่าทุเรศทุรังว่า 'ผู้หญิงผมทองฟัดหัวใจให้โลกตะลึง' เล่าเรื่องของชายหนุ่มสองคนที่ติดกับอยู่ในห้วงแห่งอดีตที่ไม่อาจหวนกลับมา ต้องเผชิญหน้ากับบุคคลแปลกหน้าที่เฉียดเข้ามาในชีวิต และเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล

หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากเด็ดๆ อันเป็นที่จดจำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบอายุของรักกับวันหมดอายุของอาหารกระป๋อง และการถ่ายทอดความเหงาผ่านสิ่งของต่างๆ ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสบู่ที่ถูกใช้จนเล็กลง ผ้าขี้ริ้วที่เปียกปอนไปด้วยความเศร้า และข้าวของเก่าๆ ที่ฝุ่นเริ่มจับตัว


เมื่อคน'เริ่มเหงา'

อาจจะจริงอย่างที่หว่องกาไวคิด โลกนี้เต็มไปด้วยคนมากมาย และหลายคนเป็นคนเหงา
โดยเฉพาะพวกคนเหงาในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสงสี และมีผู้คนรายล้อม แต่ความเหงากลับไม่บรรเทา ซ้ำยังแฝงความเศร้าที่คอยเข้ามาเสียดแทงหัวใจ

บางคนเดินผ่านกันทุกวัน บางคนมีโอกาสเจอกันครั้งเดียวในหนึ่งช่วงอายุขัยที่มี
บางคนกลายเป็นเพื่อนกัน บางคนกลายเป็นศัตรู และมีอีกหลายคู่ที่กลายเป็นคนรัก
หากแต่ทุกสิ่งย่อมมี 'เวลา' ของมัน ชีิวิตมีแตกดับ อาหารมีวันหมดอายุ
ความรู้สึกและความรักเองย่อมไม่อาจหนีจากกฎเกณฑ์ข้อนี้


เมื่อเรา'เข้าใจ'

"If memory could be canned, I hope this one will never expire. If an expiry date must be added onto it, let it be 10,000 years.”
เป็นประโยคหนึ่งในห้วงคนึงของตัวเอกเรื่องนี้ และเชื่อว่าน่าจะอยู่ลึกในใจใครอีกหลายคน

หากทุกสิ่งต้องมีวันสิ้นอายุขัย ขอเพียงสิ่งเดียวได้ไหมคือความทรงจำ
แม้มันอาจเต็มไปด้วยเรื่องเลวร้ายที่ทำร้ายจิตใจ ไม่น้อยไปกว่าเรื่องดีๆ ที่น่าจดจำ
แต่ได้โปรดอย่าจากไปไหน โปรดอยู่กับเราตลอดไป

เพราะความทรงจำล้วนทำให้ฉันและเธอเปลี่ยวเหงา
และเพราะความเหงา ที่ทำให้ 'เรา' ได้มาพบกัน

Chunking Express (1994)
- อายุขัยของความรัก -
04/02/11

"โลกนี้แม้ไม่เงียบงัน แต่สุดเหงา
...และเต็มไปด้วยเรื่องแสนเศร้า แต่งดงาม"

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มจากไม่สบายเลยต้องเริ่มออกกำลังกาย เลยตัดสินใจวิ่งทุกวันแต่ดันวิ่งตอนกลางคืน พอวิ่งตอนกลางคืนทำให้ร่างกายตื่นตัวและนอนไม่หลับ พอนอนไม่หลับเลยต้องหยิบหนังขึ้นมาดู ทุกทีเรื่องน่าจะจบลงที่หลับไปตั้งแต่หนังเริ่มฉายหรือฉายได้ถึงกลางเรื่อง...
แต่คืนนี้คงตัดสินใจผิดที่ไปหยิบหนังของหว่องกาไว


เมื่อรัก'หมดลง'

Chunking Express เป็นหนังที่มีชื่อไทยน่าทุเรศทุรังว่า 'ผู้หญิงผมทองฟัดหัวใจให้โลกตะลึง' เล่าเรื่องของชายหนุ่มสองคนที่ติดกับอยู่ในห้วงแห่งอดีตที่ไม่อาจหวนกลับมา ต้องเผชิญหน้ากับบุคคลแปลกหน้าที่เฉียดเข้ามาในชีวิต และเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล

หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากเด็ดๆ อันเป็นที่จดจำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบอายุของรักกับวันหมดอายุของอาหารกระป๋อง และการถ่ายทอดความเหงาผ่านสิ่งของต่างๆ ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสบู่ที่ถูกใช้จนเล็กลง ผ้าขี้ริ้วที่เปียกปอนไปด้วยความเศร้า และข้าวของเก่าๆ ที่ฝุ่นเริ่มจับตัว


เมื่อคน'เริ่มเหงา'

อาจจะจริงอย่างที่หว่องกาไวคิด โลกนี้เต็มไปด้วยคนมากมาย และหลายคนเป็นคนเหงา
โดยเฉพาะพวกคนเหงาในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสงสี และมีผู้คนรายล้อม แต่ความเหงากลับไม่บรรเทา ซ้ำยังแฝงความเศร้าที่คอยเข้ามาเสียดแทงหัวใจ

บางคนเดินผ่านกันทุกวัน บางคนมีโอกาสเจอกันครั้งเดียวในหนึ่งช่วงอายุขัยที่มี
บางคนกลายเป็นเพื่อนกัน บางคนกลายเป็นศัตรู และมีอีกหลายคู่ที่กลายเป็นคนรัก
หากแต่ทุกสิ่งย่อมมี 'เวลา' ของมัน ชีิวิตมีแตกดับ อาหารมีวันหมดอายุ
ความรู้สึกและความรักเองย่อมไม่อาจหนีจากกฎเกณฑ์ข้อนี้


เมื่อเรา'เข้าใจ'

"If memory could be canned, I hope this one will never expire. If an expiry date must be added onto it, let it be 10,000 years.”
เป็นประโยคหนึ่งในห้วงคนึงของตัวเอกเรื่องนี้ และเชื่อว่าน่าจะอยู่ลึกในใจใครอีกหลายคน

หากทุกสิ่งต้องมีวันสิ้นอายุขัย ขอเพียงสิ่งเดียวได้ไหมคือความทรงจำ
แม้มันอาจเต็มไปด้วยเรื่องเลวร้ายที่ทำร้ายจิตใจ ไม่น้อยไปกว่าเรื่องดีๆ ที่น่าจดจำ
แต่ได้โปรดอย่าจากไปไหน โปรดอยู่กับเราตลอดไป

เพราะความทรงจำล้วนทำให้ฉันและเธอเปลี่ยวเหงา
และเพราะความเหงา ที่ทำให้ 'เรา' ได้มาพบกัน