Christmas Carol

posted on 27 Nov 2009 04:01 by fufu-best  in FilmsStory

 

<< Spoil Alert! >> 

 

วันนี้ไปดูหนังเรื่อง "Christmas Carol" มา โดยไม่รู้เนื้อเรื่องของนิทานอมตะเรื่องนี้มาก่อนเลย ทำให้อดตื่นเต้นไปกับเรื่องราวที่ค่อยๆดำเนินไปไม่ได้ แม้สุดท้ายพล็อตก็จะเป็นไปตามสูตรสำเร็จของนิทานเด็กทั่วๆไปก็ตาม

สิ่งที่น่าสนใจสำหร้บภาพยนตร์แนว Motion Capture ฟอร์มยักษ์ส่งท้ายปีเรื่องนี้ นอกจากการแสดงถึงเจ็ดบทบาทของ "จิม แครี่" แล้ว ก็คือ "สาร" ที่นิทานเรื่องนี้มอบให้แก่เรา แม้อาจดูเป็นประเด็นซ้ำๆที่นิทานส่วนใหญ่ก็อาจเคยพูดถึงอย่างเรื่องของ "การให้" แต่เรื่องนี้กลับมีวิธีนำเสนอที่ต่างออกไป

 

ตาแก่ขี้งกที่เป็นตัวเอก ต้องเผชิญกับผีวันคริสต์มาสจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่่พาตัวเอกของเรา ไปดูเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกัน

"อดีต" ที่หอมหวาน ก่อนจะจบลงด้วยความขมขื่นอันเป็นจุดหักเหให้ชีวิตของตาแก่ผู้นี้ กลายเป็นมนุษย์ผู้ไร้น้ำใจ

"ปัจจุบัน" ที่รุ่งเรือง เต็มไปด้วยเงินทองกองเป็นภูเขา โดยหารู้ไม่ว่าเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆที่อยู่ข้างเคียง เผชิญความลำบากยากแค้นเพียงใด แม้กระทั่งเรื่องของ "ลูกน้อง" ที่กดหัวใช้อยู่ทุกวัน ตาแก่ผู้นี้ก็ไม่เคยทราบ ว่าเขามีชีวิตที่ยากลำบากเพียงใด ที่ต้องประคับประคองครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบนัก โดยเฉพาะลูกชายที่ป่วยพิกลพิการ

และสุดท้ายคือ"อนาคต" ที่ไม่ว่าใครก็น่าจะเดาได้ว่า ตัวเอกของเราจะจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวเพียงใด แต่มันยิ่งเจ็บปวดเมื่อตาแก่ผู้นี้นอกจากจะต้องทนเห็นภาพของผู้คนก่นด่าตนหลังจากตาย แถมยังไม่มีใครเสียน้ำตาให้แม้แต่คนเดียว ยังได้เห็นภาพการตายของลูกชายผู้พิกลพิการของลูกน้องตนเองตาย โดยเต็มไปด้วยความอาลัย และความรักที่ล้นเหลือของปู่ย่าตายายและคนในครอบครัว

 

หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่อง และจบไปตามสูตร อาจเรียกว่าเป็นหนังประเภท "coming of Age" ของ "ตาแก่" คนนี้ก็ได้ เพราะเขาได้ออกเดินทาง เรียนรูู้จากจุดเปลี่ยนของชีวิต และเปลี่ยนไปเป็นอีกคนในตอนจบ

ภาพของตอนจบคือภาพของความสุขสมหวัง ดังที่ผู้เขียนนิทาน และผู้อ่านอยากจะเห็น 

คริสต์มาสยังคงเป็นวันแห่งความสุขของทุกคน ไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาวยากดีมีจน

 

ทว่านั่นคือเรื่องของนิทาน "ที่สอนให้เรารู้ถึงค่าของการเป็นผู้ให้"

แล้วในโลกของความเป็นจริงละ? มีใครพร้อมจะเป็น "ผู้ให้" จริงหรือ?

สังคมยังคงขับเคลื่อนไปด้วยฟันเฟืองแห่งทุนนิยม

สมาคมน้ำมันยังคงพร้อมจะปั่นราคาให้สูงขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน

ฆาตกรรมและข่มขืนยังเป็นข่าวพาดหัวอยู่ในหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ

สงครามยังคงประทุอยู่ตามแทบทุกหัวระแหงบนโลกกลมๆใบนี้....

 

คริสต์มาสอาจมอบความสุขให้แก่ผู้คนได้ช่วงข้ามคืน

แต่สิ่งที่คงอยู่คือความขมขื่นของมนุษย์ทุกคน ที่ยังต้องดิ้นรนตราบที่ยังมีลมหายใจ.... 

 

รักคือ...

posted on 19 Nov 2009 07:05 by fufu-best  in Artical

 

คืนที่ผ่านมานอนหลับอยู่ชั่วโมงกว่าๆ ก่อนจะตื่นขึ้นมา แล้วนอนไม่หลับอีกเลย สุดท้ายจึงต้องจำใจถ่างตาดูนู่นดูนี่ถึงเช้า จึงได้เห็นอองรีเอามือพักบอลก่อนจะปาดให้กัลลาสยิงดับไอร์แลนด์ไปแบบค้านสายตาคนดู

เมื่อคืนพูดถึงละครที่ดูมาไปแล้วเรื่องหนึ่ง เลยจะขอเล่าถึงอีกเรื่อง คราวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ "ความรัก"

 

"The Gallery" เป็นเรื่องของคู่รักคู่หนึ่ง ฝ่ายชายชื่อ เมษ เป็นศิลปินติสแตก ชอบวาดรูปแนว "นามธรรม" และชอบพูดจาฟังยากๆ มีความใฝ่ฝันอยากเป็นจิตรกรระดับโลก วันๆจึงเก็บตัวอยู่ในบ้านเอาแต่วาดรูป

ในขณะที่ฝ่ายหญิงชื่อ บิว เป็นสาวมั่น เอาแต่ใจ และมีความเป็น "อาร์ทตัวแม่" ตามที่โน้ส อุดมเคยนิยามไว้แบบครบถ้วนทุกกระบวนความ

โดยมีตัวละครที่มาเกี่ยวข้องอีกสองราย คือ "มีน" แฟนเก่าของเมษ ที่แม้จะเลิกราแต่ยังเต็มไปด้วยความห่วงใยและเข้าใจกันราวกับเพื่อนสนิท และอีกคนคือเพื่อนสาวประเภทสองของบิว (จำชื่อไม่ได้)

 

เรื่องเริ่มขึ้นหลังจากมีน แฟนเก่าของเมษที่กำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอก แวะมาดูรูปวาดชิ้นใหม่ ที่เมษจะมอบเป็นของขวัญให้กับบิว แต่ก่อนจะกลับมีนไม่รู้ตัวว่าลืมมือถือทิ้งไว้

หลังจากนั้นบิว แฟนสาวของเมษก็กลับมา โดยจะเห็นว่าเธอพูดจาไม่ดีใส่เมษตลอดเวลา เนื่องจากทั้งสองเพิ่งจะทะเลาะกันเมื่อห้าวันก่อน และยังไม่สามารถปรับความเข้าใจ เพื่อคืนดีกันได้

ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้เอง บิวได้นำเพื่อนสาว(ประเภทสอง)ของตนมาเล่นละครเป็นชายหนุ่มมีสไตล์ ที่กำลังพยายามทำท่าจีบตน หวังให้เมษหึง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ตนไม่ชอบ เช่น ซกมก และเพ้อฝันอยู่แต่กับการวาดรูป

ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กับเป็นความสัมพันธ์ที่เลวร้ายลง เมษไม่พอใจที่บิวเอาผู้ชายที่กำลังจีบ มาจีบกันอย่างออกนอกหน้าในห้อง ยิ่งไปกว่านั้นมีนที่เพิ่งนึกได้ว่าลืมมือถือ ก็กลับมาเอามือถือ ทั้งที่สถานการณ์ในห้องกำลังคุกรุ่น

 

สุดท้าย หลังจากเพื่อนของทั้งคู่ถูกไล่กลับไป ในห้องนั้นเหลือเพียงคู่รักที่กำลังระหองระแหงเพียงสองคนที่ยังคงไม่เข้าใจกัน

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ จนกระทั่งเมษพูดมาว่าจะย้ายออกไปพรุ่งนี้ บิวจึงเริ่มบลัฟกลับด้วยการจะไปคืนนี้ แต่เมษยังคงไม่ยอมแล้วบอกจะไปตอนนี้

ละครเรื่องนี้จบลงที่สุดท้าย เมษก็ตะโกนขึ้นมาเองว่า "ผมไปจากคุณไม่ได้" และฝ่ายนางเอกก็ตะโกนกลับไปว่า "งั้นก็อย่าไปไหนสิ" ก่อนจะโผเข้ากอดกันอย่างอบอุ่นอีกครั้ง

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

 

อันที่จริงแล้ว ละครเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ไปกว่าหนังรักเรื่องอื่นๆที่เราอาจเคยผ่านตากันมาบ้างแล้ว

ดำเนินเรื่องตามสูตรแถมทุกระเบียดนิ้ว จากไม่เข้าใจกัน ดำเนินไปจนถึงเกือบถึงจุดที่แตกหัก และกลับมาปรับความเข้าใจกันได้ในที่สุด

ทว่าสิ่งที่ทำให้ผมประทับใจละครเรื่องนี้ คือการนำเรื่องของ"ภาพวาด" มาเปรียบกับ"การแสดงความรัก"

 

"พระเอก" ของเรื่อง เป็นศิลปิน และยิ่งเป็นศิลปินที่วาดรูปแนว "นามธรรม" หรือทีเรียกกันว่า Abstract ทำให้เขาชอบที่จะถ่ายทอดความรู้สึกต่างๆผ่านภาพวาด และเป็นภาพวาดที่ต้องใช้การตีความ

ซึ่งหลายครั้งมันก็ซับซ้อนและยากเกินกว่าที่ผู้อื่น นอกจากคนวาดที่จะเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง

 

ยิ่งกับ "นางเอก" ที่เป็นผู้หญิงเอาแต่ใจ และต้องการความห่วงใย เอาใจใส่อย่างเป็น "รูปธรรม" จึงแทบไม่มีทางเลยที่เธอจะเข้าใจสารที่พระเอกต้องการมอบให้

แม้กระทั่งกับ "รูปล่าสุด" ที่พระเอกวาดให้ แม้จะเป็นรูป portrait หรือ "รูปเหมือน" ของนางเอก ที่แทบไม่ต้องตีความอะไร ก็ยังไม่อาจถ่ายทอดสารทั้งหลายที่พระเอกของเราพยายามบอกได้

เธอโยนรูปที่พระเอกมอบให้ และเลือกที่จะขอให้พระเอก "พูด" เพื่อง้องอนตลอดห้าวันที่ผ่านมา ดีกว่าให้เขาใช้เวลาห้าวันนั้น เพื่อทุ่มเทชีวิตและจิตใจให้กับ"รูปวาด"รูปหนึ่ง เพื่อแสดงความขอโทษ

 

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

 

บทสรุปของเรื่อง ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่า เมื่อทั้งคู่ "ถอด" เปลือกอันซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นรูปวาดแนวนามธรรม หรือการกระทำประชดประชัน ที่เคลือบ "สาร" ที่ต้องการส่งไปอย่างแท้จริงจากใจออก

และ "พูด" ในสิ่งที่ต้องการบอก ออกไปตรงๆ 

เมฆหมอกแห่งความไม่เข้าใจที่ปกคลุมความสัมพันธ์ของทั้งสองคน กลับสลายลงไปอย่างง่ายดาย

 

 

ฤาบางทีความรัก อาจไม่ใช่สิ่งที่มีความหมายซับซ้อนอะไรอย่างที่ใครเข้าใจ

แต่ก็แค่ความรู้สึกที่อยากพูดอะไรออกไป

อย่างจริงใจ... กับใครสักคน